คนหนึ่งเดินทางมาเยือนเมือง เขาใช้บริการของโรงแรม ร้านอาหาร ร้านค้า ขนส่ง และผู้จัดกิจกรรม การใช้จ่ายนั้นเชื่อมกับงานของคนจำนวนมาก รวมถึงบริการสาธารณะและพื้นที่ชีวิตของคนท้องถิ่น เศรษฐกิจผู้มาเยือน หรือ Visitor Economy ชวนให้มองความสัมพันธ์ทั้งหมดนี้ร่วมกัน
การพัฒนาจึงต้องรู้ทั้งจำนวนผู้มาเยือน ระยะพัก และการใช้จ่าย พร้อมตรวจว่าเมืองกับธุรกิจรองรับการเดินทางและการใช้บริการได้อย่างไร ตั้งแต่การค้นข้อมูลก่อนจองจนถึงการกลับที่พักหลังจบกิจกรรม
ข้อมูลต้องช่วยให้ผู้เดินทางเลือกบริการได้ การเดินทางต้องต่อถึงสถานที่ พนักงานต้องรับมือสถานการณ์จริงได้ และเมืองต้องมีข้อมูลห้องน้ำ สุขภาพ ความปลอดภัย และช่องทางขอความช่วยเหลือ ขณะเดียวกัน ต้องติดตามว่าการมาเยือนสร้างรายได้ให้ธุรกิจและคนทำงานกลุ่มใด และเปลี่ยนชีวิตของชุมชนเจ้าบ้านอย่างไร
ออสเตรเลีย: เชื่อมตลาดกับความพร้อมของธุรกิจและบริการ
Australia
ออสเตรเลียพัฒนาการท่องเที่ยวระดับชาติมาต่อเนื่องกว่าสิบปี หลังโควิด-19 ประเทศตั้ง Reimagining the Visitor Economy Expert Panel ในปี 2021 ก่อนพัฒนายุทธศาสตร์ THRIVE 2030 ในปี 2022
THRIVE เริ่มจากหลัก “The visitor comes first” หรือให้ผู้มาเยือนเป็นจุดตั้งต้น แล้วนำความต้องการมาใช้พัฒนาตลาด จุดหมายและประสบการณ์ ศักยภาพธุรกิจ บุคลากร การเข้าถึง ความยั่งยืน และข้อมูล
ความต้องการของผู้เดินทางจึงต้องเชื่อมกับสิ่งที่ปลายทางรองรับได้ การตลาดดึงคนมา ส่วนธุรกิจ บุคลากร บริการ และโครงสร้างพื้นฐานต้องทำให้เขาได้รับประสบการณ์ตามที่คาดหวัง
WELCOME Framework ด้านการท่องเที่ยวที่เข้าถึงได้ใช้แนวคิดเดียวกัน โดยสนับสนุนให้ธุรกิจอธิบายบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีอยู่จริง ผู้เดินทางจึงรู้ว่าทางเข้า ห้องพัก หรือบริการเหมาะกับความต้องการของตนอย่างไร ข้อมูลที่ชัดเจนทำให้คำต้อนรับมีรายละเอียดสำหรับตัดสินใจ
อังกฤษ: การจัดการต้องต่อเนื่องตามเส้นทางที่คนใช้
England
อังกฤษมีองค์กรบริหารจัดการจุดหมายปลายทาง หรือ DMO จำนวนมาก ซึ่งมีขนาด งบประมาณ ความสามารถ และขอบเขตพื้นที่ต่างกัน หลังทบทวนระบบในปี 2021 จึงพัฒนา Local Visitor Economy Partnership หรือ LVEP และเริ่มการรับรององค์กรในปี 2023
LVEP กำหนดให้พื้นที่ “make sense from the perspective of the visitor” กล่าวคือ ผู้มาเยือนควรมองเห็นความสัมพันธ์ของพื้นที่ได้จากการเดินทางและประสบการณ์ ขอบเขตการทำงานจึงพิจารณาเส้นทางที่คนใช้ร่วมกับเขตการปกครอง
ผู้มาเยือนรับรู้ย่านและเมืองผ่านสถานที่ที่ไปถึง อาหารที่กิน และกิจกรรมที่เข้าร่วม การข้ามเขตการปกครองอาจเป็นเพียงช่วงหนึ่งของทริป การจัดการจุดหมายปลายทางจึงต้องประสานข้อมูล การเดินทาง และบริการให้ต่อกันตามพฤติกรรมของผู้ใช้เมือง
LVEP ต้องจัดทำแผนบริหารจุดหมายปลายทาง ร่วมงานกับภาครัฐและเอกชน สนับสนุนธุรกิจ ใช้ข้อมูล พัฒนาการเข้าถึง และเตรียมสินค้าที่ขายได้ งานเหล่านี้ช่วยให้การสื่อสารตลาดสัมพันธ์กับบริการที่พื้นที่พร้อมส่งมอบ
นิวซีแลนด์: คนในพื้นที่ร่วมกำหนดทิศทางการท่องเที่ยว
New Zealand
หลังโควิด-19 นิวซีแลนด์ตั้ง Tourism Futures Taskforce ในปี 2020 เพื่อพิจารณาอนาคตการท่องเที่ยวและความเป็นอยู่ที่ดีของประเทศ การฟื้นจำนวนนักท่องเที่ยวจึงต้องพิจารณาร่วมกับคุณภาพชีวิตและอนาคตของพื้นที่
หลัก “Destination management is owned locally and supported nationally.” ให้พื้นที่เป็นผู้กำหนดทิศทางโดยมีระดับชาติสนับสนุน ชุมชน รัฐบาลท้องถิ่น ธุรกิจ และผู้ได้รับผลกระทบควรร่วมเลือกกลุ่มผู้มาเยือน ระดับการเติบโต โครงสร้างพื้นฐาน และวิธีกระจายประโยชน์จากการท่องเที่ยว
นิวซีแลนด์ยังมี International Visitor Conservation and Tourism Levy ซึ่งเก็บเงินจากผู้มาเยือนเพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์ โครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยว และระบบที่รองรับการมาเยือน
การเก็บข้อมูลยังครอบคลุมความรู้สึกของชุมชนต่อการท่องเที่ยวควบคู่กับความพึงพอใจของผู้มาเยือน เมืองจึงต้องรู้ว่าคนที่อาศัยและทำงานในพื้นที่ได้รับประโยชน์หรือเผชิญปัญหาอย่างไรเมื่อการท่องเที่ยวเติบโต
แคนาดา: เตรียมธุรกิจและบริการให้เข้าถึงตลาด LGBTIQ+
Canada
แคนาดาเชื่อมการท่องเที่ยวกับการพัฒนาบริการสำหรับผู้เดินทาง LGBTIQ+ ตั้งแต่ปี 2019 รัฐบาลรวม LGBTQ2 inclusion เป็นหนึ่งในกลุ่มการลงทุนของ Canadian Experiences Fund
งานพัฒนาครอบคลุมการวิจัยตลาด LGBTQ+ การสัมมนาเตรียมธุรกิจเข้าสู่ตลาด การอบรมเรื่องความหลากหลายและความเท่าเทียม การตรวจจุดหมายปลายทาง และการฝึกพนักงานบริการ รวมถึง Rainbow Registered ตลอดจนการพัฒนาสินค้า ทัวร์ และประสบการณ์สำหรับตลาด LGBTQ+
วิจัยตลาด → ตรวจบริการในพื้นที่ → ระบุสิ่งที่ต้องพัฒนา → เตรียมธุรกิจและพนักงาน → รับรองตามเกณฑ์ → พัฒนาสินค้า → เชื่อมผู้ซื้อ
การรองรับผู้เดินทาง LGBTIQ+ จึงเป็นงานพัฒนาบริการและธุรกิจที่ต่อเนื่องไปถึงสินค้าและการขาย แคนาดาเชื่อมงานเหล่านี้กับการพัฒนาเศรษฐกิจระดับภูมิภาคและการสนับสนุนกิจการขนาดกลางและขนาดย่อม ทำให้การพัฒนาธุรกิจเดินร่วมกับการพัฒนาจุดหมายปลายทาง
บทเรียนสำคัญสำหรับประเทศไทย

สี่ประเทศให้บทเรียนคนละด้าน ออสเตรเลียเชื่อมความต้องการกับความพร้อมและข้อมูล อังกฤษให้พื้นที่จัดการเส้นทางที่ผู้มาเยือนใช้ นิวซีแลนด์ให้ความสำคัญกับประโยชน์และเสียงของชุมชน ส่วนแคนาดาเชื่อมการพัฒนาบริการสำหรับ LGBTIQ+ กับศักยภาพธุรกิจ สินค้า และโอกาสทางตลาด
ไทยมีอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เครือข่ายผู้ประกอบการ เมืองที่เป็นที่รู้จัก และงานวัฒนธรรมกับธุรกิจสร้างสรรค์หลายรูปแบบ รวมถึงฐานผู้เดินทาง LGBTIQ+ ที่เลือกมาไทยอยู่แล้ว บทเรียนเหล่านี้ช่วยตั้งโจทย์ว่าจะพัฒนาสิ่งที่มีอยู่ให้ต่อกันได้อย่างไร
จุดหมายที่เป็นมิตรต้องมีบริการพร้อมรองรับ
ไทยมีชื่อเสียงด้านการต้อนรับผู้เดินทาง LGBTIQ+ ความพร้อมของบริการต้องตรวจให้ละเอียดขึ้นว่าแต่ละธุรกิจและแต่ละเส้นทางรองรับความต้องการได้อย่างไร
ความเป็นมิตรสร้างความคาดหวัง บริการที่พร้อมทำให้ความคาดหวังนั้นเกิดขึ้นจริง
ความพร้อมต้องครอบคลุมข้อมูลก่อนเดินทาง การเดินทางในเมือง โรงแรม ร้านอาหาร กิจกรรมกลางคืน สุขภาพ ความปลอดภัย และการรับมือของพนักงาน ผู้เดินทางควรรู้ว่าจะได้รับบริการใด ไปถึงอย่างไร และติดต่อใครเมื่อมีปัญหา
เมื่อผู้ใช้มีความต้องการต่างกัน เมืองและธุรกิจควรปรับบริการหลักให้คนเข้าถึงได้มากขึ้น เช่น ข้อมูลทางเข้า ตัวเลือกห้องพัก ขั้นตอนรับบริการที่เคารพตัวตน และช่องทางขอความช่วยเหลือ ผู้ใช้จึงเลือกบริการได้ตามความต้องการของตน
พัฒนาบริการและโอกาสทางธุรกิจให้ต่อเนื่องตลอดปี
การแข่งขันด้านการท่องเที่ยวจะพิจารณาความสามารถในการเข้าใจผู้เดินทาง เตรียมธุรกิจและบริการ ใช้ข้อมูลช่วยตัดสินใจ และเชื่อมสินค้าเข้ากับผู้ซื้อ การติดตามผลต้องดูด้วยว่ารายได้สร้างงานและประโยชน์ให้พื้นที่เพียงใด
สำหรับตลาด LGBTIQ+ ไทยสามารถใช้โอกาสนี้พัฒนาบริการ ข้อมูล สินค้า และช่องทางขายให้ทำงานได้ตลอดปี โดยชวนธุรกิจ คนทำงาน ชุมชน LGBTIQ+ และชุมชนท้องถิ่นร่วมกำหนดสิ่งที่จะทดลองและผลที่จะติดตาม
เตรียมบริการให้พร้อม เชื่อมโอกาสให้ถึงพื้นที่
ใช้การมาเยือนพัฒนาธุรกิจ งาน และบริการที่คนใช้ประโยชน์ได้ตลอดปี
